เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นในศึก ONE ลุมพินี 137 เมื่อตะวันฉาย พี.เค.แสนชัย ขึ้นชกกับนักชกจากจีน หลิว เมิ่งหยาง


ก่อนเริ่มไฟต์ หลายคนมองว่าด้วยชื่อชั้น ประสบการณ์ และสไตล์การชก ตะวันฉายดูเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กีฬาปะทะ ไม่เคยตัดสินกันแค่ “ใครเก๋ากว่า”


จังหวะที่ทุกอย่างเปลี่ยน เป็นจังหวะสำคัญไม่ได้ซับซ้อน และไม่ได้หวือหวา ตะวันฉาย ยกขาเตรียมป้องกัน ขณะเดียวกัน หลิว เตะคาร์ฟคิกสวนเข้าไปบริเวณน่องเป็นครั้งที่ 3 (ด้านหลัง–พับใน) แรงเตะเข้าเต็ม ๆ ตะวันฉายขาพับ และร่วงลงไปทันที


ไม่มีอาการฝืน

ไม่มีจังหวะลุกมาสู้ต่อ

นี่คือสัญญาณของการบาดเจ็บที่ “โครงสร้างรับแรงพัง” ไม่ใช่แค่เจ็บธรรมดา


ขาหักแบบนี้… ยังกลับมาได้ไหม?


คำตอบตามหลักการแพทย์คือ

"กลับมาได้"


การรักษาปัจจุบัน ทั้งการผ่าตัด การดามกระดูก และกายภาพบำบัด ช่วยให้นักกีฬาหลายคนกลับมาลงแข่งขันได้อีกครั้ง


แต่คำถามที่ยากกว่า คือ


“จะกลับมาเหมือนเดิมไหม”


คำตอบคือ… ไม่ง่าย


มีนักกีฬาดังที่เคยขาหักแล้วกลับมาได้ไหม?

มี และทุกคนต้อง “เปลี่ยนสไตล์การเล่นไปเลย”


Anderson Silva จากรายการแข่งขัน UFC เหตุการณ์นั้น เขาเตะล่างใส่คู่ต่อสู้เต็มแรง แต่เมื่อโดนยกหน้าแข้งมากันทำให้ขาของเขาหักกลางอากาศทันที


ถึงแม้ว่าภายหลังเขาจะกลับมาได้ แต่ลดความดุดัน และปรับสไตล์การยืนสู้ลงอยู่ดี


Conor McGregor จาก UFC เหมือนกัน ช็อตนั้นเขาขาหักจากการลงน้ำหนักที่เท้าผิดเหลี่ยม ซึ่งหลังกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ก็ต้องเปลี่ยนจังหวะการชก และลดการใส่สุดลงไป


สิ่งที่เหมือนกันของนักกีฬาทุกคนที่บาดเจ็บ คือไม่มีใครกลับมาโดยไม่เปลี่ยนอะไร


นักกีฬาอาชีพไม่กลัวการปะทะก็จริง แต่สมองจะจำ “วินาทีที่ร่างกายพัง” ได้แบบไม่มีวันลืม


ครั้งต่อไปที่ต้องยกขา ครั้งต่อไปที่ต้องลงน้ำหนัก สมองจะลังเลเพียงเสี้ยววินาที และในเกมระดับสูงขนาดนี้ เสี้ยววินาทีนั้นอาจเปลี่ยนผลการแข่งขันไปได้เลย


ส่วนอาการบาดเจ็บของตะวันฉายครั้งนี้นั้น ไม่ได้ลดคุณค่าของตะวันฉายแม้แต่น้อย เพราะการขึ้นเวที คือการเอาร่างกายจริงไปเสี่ยงในกีฬาที่ไม่มีใครการันตีความปลอดภัยได้ 100%


ขอส่งกำลังใจโต ๆ ให้ตะวันฉาย ให้การรักษาและฟื้นฟูเป็นไปด้วยดี และไม่ว่าเส้นทางหลังจากนี้จะเป็นแบบไหน แฟนมวยทุกคนยังคงรอวันที่ได้เห็นชื่อ “ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัย” กลับมาในเวทีอีกครั้ง ด้วยหัวใจที่แข็งแรงพอ ๆ กับร่างกายฟอร์มใหม่แน่นอน